[Travel] ซินจ่าว...เวียดนาม เยือนสองเมืองมรดกโลก เว้-ฮอยอัน Pt. 3
posted on 02 May 2009 21:35 by taraki in Travelสุดท้ายแล้ว...
พาร์ทนี้เริ่มขี้เกียจ แปะแต่รูปดีแมะ อยากรีบๆทำให้เสร็จแล้วจะได้เอาคุกกี้บราวน์นี่มาลง อิ๊....
แล้วเราก็กลับมาที่เว้อีกทีค่ะ
สุสานจักรพรรดิไคดิงห์ พระเจ้าไคดิงห์เป็นพระบิดาบุญธรรมของกษัตริย์บ๋าวได่ ทรงเป็นกษัตริย์องค์เดียวในราชวงศ์เหงียนที่ได้เดินทางไปฝรั่งเศสค่ะ พระเจ้าไคดิงห์เป็นผู้ปกครองแถบเวียดนามกลางและทรงให้ความร่วมมือกับฝรั่งเศสในการปราบปรามพวกกบฏที่ต้องการเอกราช ทำให้โดนประนามว่าเป็นคนขายชาติ รวมทั้งความรักความสะดวกสบาย ความสุรุ่ยสุร่ายของพระองค์ ยิ่งทำให้พระองค์ไม่เป็นที่รักของประชาชนเท่าใดนัก (ว่ากันว่าพระองค์ไม่โปรดสตรีด้วยนะ)
สุสานแห่งนี้เป็นสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานกันระหว่างเวียดนามและฝรั่งเศส แบ่งเป็นชั้นๆตามทางลาดของภูเขา บันไดมังกรทอดตัวขึ้นสู้ชั้นพักต่างๆรวม 5 ชั้น ชั้นที่สองเป็นลานกว้างมีตุ๊กตาหินจีนเรียงรายอยู่ตามความเชื่อของจีนที่สร้างไว้เพื่อเป็นข้ารับใช้ให้แก่วิญญาณกษัตริย์ ตรงกลางมีแผ่นศิลาจารึกที่กษัตริย์ที่สร้างขึ้นเพื่อสดุดีพระบิดา


ชั้นต่อๆไปเป็นลานพักธรรมดาค่ะ ไม่มีอะไรน่าสนใจจนกระทั่งชั้นสุดท้ายที่มองเห็นตัวอาคารบรรจุพระศพ ด้านในตัวอาคารเป็นกระเบื้องสีประดับเป็นรูปต่างๆตามความเชื่อของเวียดนาม แต่ที่เป็นจุดเด่นของที่นี่คือภาพวาดบนเพดาน "มังกรในม่านหมอก" เป็นภาพที่จิตรกรผู้มีฝีมือในสมัยพระเจ้าไคดิงห์ถูกสั่งให้วาดขึ้น แต่ด้วยความเกลียดชังจิตกรผู้นั้นเลยใช้ "เท้า" วาดรูป เมื่อความทราบถึงพระเจ้าไคดิงห์พระองค์จึงเรียกจิตรกรผู้นั้นมาลงโทษแต่บรรดาคนงานและขุนนางทัดทานไว้เนื่องจากเป็นจิตรกรผู้มีฝีมือ หากประหารไปสุสานจะไม่เสร็จ จิตกรคนนี้เลยรอดมาได้ค่ะ
(เราลืมถ่ายรูปภาพวาดบนเพดานมา เลยเอาลิงค์มาให้ชมภาพกันแทน กดที่นี่เลยค่ะ)

ต่อจากสุสานฯเราก็เดินทางต่อไปยังเจดีย์เทียนมู่ค่ะ
เจดีน์เทียนมู่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำหอม การเดินทางสามารถมาได้ทั้งทางรถและทางเรือค่ะ มีตำนานว่ามีผู้หญิงคนหนึ่ง (บางตำนานว่าหญิงสาว บางตำนานว่าหญิงชรา) ปรากฏตัวบริเวณภุเขาแหางนี้ แล้วบอกชาวบ้านว่าต่อไปจะมีผู้ยิ่งใหญ่มีอำนาจมาสร้างเจดีย์บริเวณนี้ และนำสันติสุขมาสู่เมือง ซึ่งต่อมา พระเจ้า Nguyen Hoang ซึ่งเป็นกษัตริย์องค์แรกของเวียดนามได้เดินทางผ่านมาและสร้างเจดีย์ขึ้นบริเวณนี้ ให้ชื่อว่า เจดีย์เทียนมู่ แปลว่า เจดีย์นางฟ้า นั่นเองค่ะ




ในปี 2507 รัฐบาลเวียดนามที่ปกครองโดยประธานาธิบดี โง ดินห์ เงียม ได้พยายามเปลี่ยนศาสนาประจำชาติของเวียดนามจากพุทธเป็นคริสต์ด้วยวิธีที่โหดเหี้ยมและเคร่งครัด ทั้งห้ามกระจายเสียงรายการทางพระพุทธศาสนา ทั้งการห้ามกราบไหว้พระพุทธรูป ฯลฯ อดีตเจ้าอาวาสของวัดเทียนมู่ ทิจ กวาง ดิ๊ก จึงได้ขับรสออสตินจากเมืองเว้ไปยังเมืองโฮจิมินห์ และเผาตัวเองเพื่อทำการประท้วงรัฐบาล น่าแปลกที่เมื่อร่างของท่านเมื่อเผาไหม้จนหมดแล้ว ยังคงเหลือหัวใจที่ไม่ถูกเผาไปด้วย (ตอนนี้หัวใจนั้นถูกเก็บรักษาไว้ที่ไหนสักแห่งค่ะ ไกด์ไม่ได้บอก) นอกจากนี้ ตอนที่ท่านเผาตัวเอง ท่านั่งสมาธิอย่างสงบท่ามกลางเปลวเพลิงอยู่นานถึง 10 นาทีก่อนจะล้มลงเสียชีวิตค่ะ

หลังจากนั้นไกด์ก็เอาเราไปปล่อยที่ตลาดดองบา ซึ่งเป็นแหล่งขายของที่ระลึกที่ใหญ่มากของเว้ค่ะ ที่นี่ต่อราคากันมันส์มาก ต่อจนเหนื่อยเลยอ่ะ แต่เราไม่ได้ถ่ายรูปมานะคะ เพราะว่าคนแน่นและเยอะมาก กลัวโดนล้วงกระเป๋านะ
จบจาตลาดดองบา เราก็เข้าพักที่โรงแรมริมแม่น้ำหอมค่ะ วันรุ่งขึ้นก็ตีรถยาวกลับบ้านนนนนนน
ขอจบการเที่ยวด้วยภาพนักเรียนเวียดนามในชุดอ๋าวหญ่ายนะคะ (นักเรียนเวียดนามผู้หญิงจะใส่ชุดอ๋าวหญ่ายสีขาวในวันจันทร์ค่ะ ส่วนนักเรียนชายจะใส่เสื้อเชิ้ตขาวกางเกงสีดำหรือกรม ผู้หญิงใส่เชิ้ตขาวกระโปรงดำหรือกรมในวันอื่นๆค่ะ)
อ้อ...นักเรียนจะไมไ่ด้รับอนุญาตให้ขี่มอเตอร์ไซด์ค่ะ ขี่ได้แต่จักรยานเท่านั้นนะ แถมที่เวียดนามเนี่ยจะแบ่งรอบเรียนเป็นรอบๆค่ะ ประถมและม.ต้นจะเรียนตั้งแต่เช้าถึงเที่ยง ส่วนมัธยมปลายจะเรียนตั้งแต่บ่ายถึงเย็นค่ะ ที่ต้องทำแบบนี้เพราะโรงเรียนในเวียดนามยังมีน้อยค่ะ ไม่เพียงพอต่อจำนวนนักเรียน ส่วนการเรียนก็มีปิดเทอมใหญ่แค่เดือนเดียวเท่านั้นค่ะ
ตามเบียด (ลาก่อน) เจอกันเอนทรี่หน้ากับคุกกี้บราวน์นี่นะคะ